คู่เงิน EUR/USD อ่อนตัวลงกลับมาต่ำกว่าระดับ 1.1400 อีกครั้งในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากพยายามปรับตัวขึ้นเหนือระดับดังกล่าวแต่ไม่สามารถรักษาโมเมนตัมได้ แม้ว่าความหวังต่อการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะช่วยจำกัดแรงขายบางส่วน แต่ตลาดยังคงกังวลว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจยังไม่สามารถนำไปสู่ข้อยุติที่ยั่งยืนได้
วิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)
ภาพรวมทางเทคนิคยังคงให้น้ำหนักฝั่ง Bearish หลังจากราคาปรับตัวขึ้นไม่ผ่านบริเวณ 1.1480-1.1485 ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญและสอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Simple Moving Average (SMA) 200 ช่วงเวลา
ขณะที่ตัวชี้วัดทางเทคนิคยังสะท้อนสัญญาณเชิงลบ ได้แก่
- MACD ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับศูนย์ และให้สัญญาณลบ
- RSI อยู่ที่ 40.95 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับกึ่งกลาง (50)
การผสมผสานของอินดิเคเตอร์ทั้งสองสะท้อนว่า โมเมนตัมฝั่งซื้อเริ่มอ่อนแรงลง และตราบใดที่ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้น SMA 200 ได้ แนวโน้มระยะสั้นยังคงมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อ
หากระดับ 1.1400 ถูกทะลุลงอย่างชัดเจน มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงไปทดสอบจุดต่ำสุดของปี (Year-to-Date Low) บริเวณ 1.1325 ซึ่งเป็นระดับที่ทำไว้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน
ในทางกลับกัน แนวต้านแรกยังอยู่บริเวณ 1.1480 หากราคาสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้อย่างมั่นคง จะช่วยลดแรงกดดันฝั่งขายและเปิดโอกาสให้แนวโน้มกลับมาเป็นบวกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม RSI ที่ยังต่ำกว่า 50 และ MACD ที่ยังติดลบ ทำให้เส้นทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในระยะนี้ยังคงเป็น การอ่อนค่าของ EUR/USD
วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดการเงินให้น้ำหนักประมาณ 35.8% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ และให้น้ำหนักสูงถึง 82.1% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในการประชุมเดือนกันยายน
ความคาดหวังต่อดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดันการฟื้นตัวของ EUR/USD
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเพิ่มสูงขึ้น หลังมีรายงานว่ากลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง โดยอ้างว่าเรือดังกล่าวละเมิดมาตรการปิดล้อม
เพื่อตอบโต้ สหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเป็นคืนที่ 13 ติดต่อกัน และสถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียด หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าจะใช้ “มาตรการทางทหารครั้งใหญ่” ต่อทั้งกลุ่มฮูตีและอิหร่าน หากยังคงมีการโจมตีเกิดขึ้น พร้อมระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตา คือประเด็นสงครามการค้า หลัง Bloomberg รายงานว่า สหรัฐฯ มีแผนจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ในอัตรา 10% – 12.5% กับประเทศคู่ค้าหลัก เพื่อฟื้นฟูมาตรการกีดกันทางการค้าของรัฐบาลทรัมป์ ภายหลังคำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกาสหรัฐฯ
ภายใต้แผนดังกล่าว สินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) จะถูกเรียกเก็บภาษีอย่างน้อย 10% โดยมีการออกแบบมาตรการให้ยังสอดคล้องกับข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป
ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงย้ำเป้าหมายการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 2% ในระยะกลาง แต่ยอมรับว่าสภาวะเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง และผลกระทบจากต้นทุนพลังงานต่อเงินเฟ้อยังไม่สะท้อนออกมาอย่างครบถ้วน
หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิถุนายน ECB มีมติ คงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมล่าสุด โดยอัตราดอกเบี้ยสำคัญยังอยู่ที่
- Deposit Facility: 2.25%
- Main Refinancing Rate: 2.40%
- Marginal Lending Facility: 2.65%
บทสรุป
ในระยะสั้น ภาพรวมของ EUR/USD ยังถูกกดดันจากทั้งปัจจัยทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะความคาดหวังต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของสงครามการค้า
ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1.1480 ได้อย่างมั่นคง แนวโน้มหลักยังคงให้น้ำหนักไปทาง การอ่อนค่าลง โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1.1400 และ 1.1325 ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดควรจับตาอย่างใกล้ชิด
⚠️ คำเตือนการลงทุน
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน การลงทุนและการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน
#คุณมองว่า EUR/USD จะหลุด 1.1400 ลงไปทดสอบ 1.1325 หรือจะกลับมายืนเหนือ 1.1480 ได้อีกครั้ง? 💬 ร่วมแสดงความคิดเห็นด้านล่าง และหากชอบบทวิเคราะห์แบบนี้ อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และติดตามเพื่อไม่พลาดการอัปเดตตลาดทุกวัน

