ภาพรวมทางเทคนิค (Technical Overview)
คู่เงิน EUR/USD กลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากอ่อนค่าติดต่อกันสามวัน โดยเคลื่อนไหวบริเวณ 1.1790 ในช่วงการซื้อขายเอเชียวันพฤหัสบดี และกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 1.1800 ซึ่งอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (EMA) 50 วัน
ดัชนี Relative Strength Index (RSI) ระยะ 14 วัน อยู่ที่ระดับ 47 ซึ่งเป็นระดับกึ่งกลาง (Neutral) สะท้อนว่าโมเมนตัมเริ่มชะลอลง โดยการที่ RSI ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าแรงส่งยังไม่ชัดเจน และอาจจำกัดการปรับตัวขึ้นในระยะสั้น
ในกราฟรายวัน ราคาปัจจุบันเคลื่อนไหวที่ 1.1787 โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) 55 วัน ปรับตัวขึ้นเหนือเส้น SMA 100 วัน และ 200 วัน และทั้งสามเส้นมีทิศทางขาขึ้น สะท้อนโครงสร้างเชิงบวกในภาพรวม ราคาเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทั้งหมด โดย SMA 55 วันที่ระดับ 1.1759 ทำหน้าที่เป็นแนวรับแบบไดนามิกในระยะใกล้
แนวต้านสำคัญถัดไปอยู่ที่ 1.2082 ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1.1766 หากราคายังคงยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยที่กำลังไต่ระดับขึ้นได้ จะช่วยรักษามุมมองเชิงบวกต่อไป
ดัชนี Average Directional Index (ADX) ระยะ 14 วัน ลดลงสู่ระดับ 26 สะท้อนความแข็งแกร่งของแนวโน้มที่เริ่มชะลอลง แม้ว่าราคายังคงทรงตัวเหนือแนวรับในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่า หากราคาปิดรายวันเหนือ 1.2266 ได้ จะเปิดทางสู่เป้าหมายถัดไปที่ 1.2350 และเสริมแรงแนวโน้มขาขึ้น
ในทางกลับกัน หากราคาหลุดต่ำกว่า 1.1578 จะเปิดความเสี่ยงต่อการปรับฐานลึกลงสู่ 1.1491 อย่างไรก็ตาม หากราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบปัจจุบัน จะสะท้อนการแกว่งตัวสะสมกำลังภายใต้โครงสร้างขาขึ้น
บทสรุป (Bottom Line)
ในระยะนี้ การเคลื่อนไหวของ EUR/USD ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยฝั่งสหรัฐฯ มากกว่าพัฒนาการในยูโรโซน โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปี 2026 ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนยังไม่แสดงสัญญาณฟื้นตัวเชิงวัฏจักรอย่างชัดเจน
ดังนั้น การปรับตัวขึ้นมีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะเกิดการทะลุแนวต้านแบบแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะสั้น
ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Overview)
การปรับตัวขึ้นล่าสุดของ EUR/USD เริ่มชะลอแรงเหนือระดับ 1.1900 เล็กน้อย จากแรงต้านระยะสั้น อย่างไรก็ตาม โครงสร้างขาขึ้นในภาพกว้างยังไม่เปลี่ยนแปลง และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงลบด้านความเชื่อมั่น ตลาดยังมีโอกาสทดสอบระดับ 1.2000 ในลำดับถัดไป
ในช่วงปลายตลาดอเมริกาเหนือวันพุธ EUR/USD กลับมาอ่อนตัวหลุดโซน 1.1800 สาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าต่อเนื่องของดอลลาร์สหรัฐฯ ภายหลังการเผยแพร่รายงานการประชุม FOMC
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายวันที่เหนือ 97.50 พร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วกระดาน
ท่าทีของ Fed: คงดอกเบี้ยพร้อมน้ำเสียงผ่อนคลาย
ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงกรอบอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่ 3.50%–3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่มติการประชุม แต่เป็นน้ำเสียงที่สะท้อนความมั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ยอมรับว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ต้องการ โดยคณะกรรมการ FOMC ไม่ได้มองว่าความเสี่ยงด้านการจ้างงานกำลังแย่ลงอีกต่อไป ทั้งนี้ ผลโหวตผ่านด้วยคะแนน 10 ต่อ 2 โดยมีกรรมการ 2 รายที่ต้องการลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน
ประธาน Jerome Powell ย้ำว่านโยบายปัจจุบันเหมาะสมแล้ว และการตัดสินใจจะพิจารณาเป็นรายครั้งโดยไม่มีเส้นทางล่วงหน้า พร้อมทั้งลดทอนความกังวลต่อเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด โดยชี้ว่าส่วนหนึ่งมาจากมาตรการภาษี และยืนยันว่าเงินเฟ้อภาคบริการยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว
สาระสำคัญคือ Fed มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนนโยบาย
รายงานการประชุมเดือนมกราคมสะท้อนเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ต่อการคงดอกเบี้ย แม้บางส่วนเห็นว่าหากเงินเฟ้อลดลงตามคาด อาจมีความเหมาะสมในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม ขณะที่บางรายยังไม่ตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ย หากแรงกดดันด้านราคายังอยู่ในระดับสูง
ท่าทีของ ECB: คงนโยบายตามกรอบเดิม
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งสามรายการตามคาด และเน้นย้ำว่าแนวโน้มเงินเฟ้อระยะกลางยังมุ่งสู่เป้าหมาย 2%
แม้ตัวชี้วัดค่าจ้างเริ่มทรงตัว แต่ราคาภาคบริการยังอยู่ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิด ECB ยังคาดว่าเงินเฟ้ออาจชะลอลงเล็กน้อยในปี 2026 ซึ่งสนับสนุนแนวคิดการใช้นโยบายอย่างระมัดระวัง
ประธาน Christine Lagarde ระบุว่าความเสี่ยงโดยรวมยังสมดุล และนโยบายจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเป็นหลัก พร้อมย้ำว่า ECB ไม่มีเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง
ตลาดคาดการณ์ว่าปีนี้อาจมีการลดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยกว่า 10 จุดพื้นฐาน และคาดว่าจะยังคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 19 มีนาคม
สถานะการลงทุนในยูโร (Euro Positioning)
ข้อมูลล่าสุดจาก CFTC ระบุว่าสถานะซื้อสุทธิ (Net Long) ในยูโรเพิ่มขึ้นสู่ประมาณ 180,300 สัญญา สูงสุดนับตั้งแต่กันยายน 2020 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อยูโร
อย่างไรก็ตาม สถานะขายของนักลงทุนสถาบันก็เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2023 ที่ประมาณ 235,800 สัญญา การเพิ่มขึ้นของทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายพร้อมกัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นทั้งสองด้าน ไม่ใช่เพียงการขยายแนวโน้มขาขึ้นด้านเดียว
ปริมาณสัญญาคงค้าง (Open Interest) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 926,300 สัญญา บ่งชี้ว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะแข่งขันระหว่างแรงซื้อและแรงขายอย่างเข้มข้น
สิ่งที่ต้องติดตาม (What to Watch)
ในระยะสั้น ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นตัวแปรหลัก โดยข้อมูลตลาดแรงงาน เงินเฟ้อ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะกำหนดทิศทางราคา จุดสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนี PMI เบื้องต้น และตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ
ความเสี่ยงสำคัญคือ หาก Fed ยังคงท่าทีระมัดระวังเป็นเวลานาน จะช่วยหนุนดอลลาร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ ECB อยู่ในโหมด “รอดูข้อมูล”
ในเชิงเทคนิค หากราคาหลุดต่ำกว่าเส้น SMA 200 วันอย่างชัดเจน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ช่วงปรับฐานที่ลึกขึ้น

